วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ลาออกอย่างมืออาชีพ

มาดู การลาออกอย่างมืออาชีพกันครับ




งานเลี้ยงยังต้องมีวันเลิกลา การทำงานก็ต้องมีการลาออกเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางคนอาจยังไม่รู้ว่าการลาออกก็แสดงถึงความเป็นมืออาชีพได้ไม่แพ้การทำงานเช่นเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรนั้น
เรามีวิธีปฏิบัติตามขั้นตอนการลาออกอย่างมืออาชีพ
เริ่มต้นด้วยการเอ่ยปากบอกหัวหน้าสายงานเป็นคนแรกเพื่อให้รับรู้อย่างเป็นทางการ จากนั้น ค่อยบอกเพื่อนร่วมงาน หรือคนทำงานในแผนกอื่นๆ เป็นลำดับ ตามมาตราฐานสากลก็ควรบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน หรือ 1 เดือน คนประเภทที่เดินบอกลาออกเอานาทีสุดท้ายแล้วจากไปทันที นอกจากดูไม่เป็นมืออาชีพแล้ว ยังดูไม่น่ารักเอามากๆ ด้วย
ยื่นจดหมายลาออกอย่างเป็นทางการ
เพราะการลาออกจะมีผลจริงก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บริหาร ถ้าที่บริษัทไม่มีแบบฟอร์มให้ก็ต้องเขียนจดหมายลาออกอย่างเป็นทางการ ด้วยเนื้อความสั้นกระชับและให้เกียรติบริษัท จำไว้ว่าจดหมายลาออกไม่ใช่จดหมายรัก ดังนั้นไม่ว่าคุณจะคับแค้นหรือโกรธเกลียดที่ทำงานแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องระบายความในใจยืดยาวลงในใบลาออกแต่ถ้าอยากให้บริษัทรับทราบถึงความอึดอัดขัดใจจริงๆ ก็คงต้องปิดห้องแล้วเปิดอกคุยกับหัวหน้าสายงานอย่างมืออาชีพเขาทำกันจะดีกว่า
อย่าทิ้งงานที่ทำหรือโปรเจ็กต์ ที่ดูอยู่ไว้ครึ่งๆ กลางๆ
ควรรีบสะสางงานให้เสร็จสิ้นทันก่อนไปเลิกมีทัศนคติแบบ "ทำๆ ไปเถออะ ไม่ต้องทุ่มเทมากหรอก เดี๋ยวก็ออกแล้ว" ตรงกันข้ามเพราะหากคุณอยากออกจากงานอย่างน่าประทับใจและอยากให้เพื่อนร่วมงานทุกคนพูดถึงในทางที่ดีที่สุดทิ้งไว้เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดง
แสดงสปิริตด้วยการเสนอตัวช่วย ถ่ายทอดหรือเทรนงานให้คนที่จะมาทำงานแทน
ในกรณีที่บริษัทหาคนมารับงานได้แล้วก่อนถึงกำหนดวันลาออกของคุณ แต่ถ้าคุณออกไปก่อนก็ควรทิ้งเบอร์โทร.ที่ติดต่อได้ไว้ให้ เผื่อมีปัญหาจะต้องสอบถามกัน

เคลียร์โต๊ะทำงานให้เรียบร้อยก่อนออกจากไป
อย่าทิ้งทุกอย่างโดยเฉพาะข้าวของส่วนตัวรกเรื้อไว้เป็นภาระของคนที่จะมาแทน ขณะเดียวกันข้าวของที่เบิกมาจากที่ทำงาน ถึงแม้จะมีคุณใช้คนเดียวก็ยังคงถือเป็นทรัพย์สมบัติออฟฟิศ สมควรต้องส่งคืน อย่าเผลอเก็บกลับบ้านไปด้วย
ถ้าอยากจากกันด้วยดีอย่าเอาเรื่องของออฟฟิศเก่าไปเม้าท์สาดเสียเทเสีย
เพราะว่าความลับไม่มีในโลก และแน่ใจหรือว่าวันหนึ่งคุณจะไม่ต้องกลับมาพึ่งพาหรือเกี่ยวข้องกับที่ทำงานเดิมอีกในเรื่องใดก็ตาม ไหนๆ การลาออกก็เป็นวิธีที่คุณเลือกจะเดินจากที่ทำงานที่คุณไม่อยากทำอีกแล้ว สิ่งที่ผ่านมาก็ถือเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งก็พอ

ที่มา : นิตยสาร marie claire

ความคิดเห็นส่วนตัว
ทำไมไม่บอกวิธีการออกจากงานแบบ แสบ ๆ บ้างน่ะ อย่างเช่นเกลียดหัวหน้างานสุดๆ ควรจะทำอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ใครรวย

เชื่อหรือเปล่าครับ ราคาเดิมแต่น้อยลง ในหนึ่งก็คิดว่าก็โอเค จะได้ผอมลง ที่ไหนได้ หิวครับ เปลืองกว่าเก่าอีก กินขนมเพิ่ทอีกสุดท้ายก็อ้วนจนไม่รู้จะอ้วนไปถึงไหน
แต่พูดถึงเรื่องข้าวแพง โอ้กรรมชาวนานึกว่าจะรวยที่ไหนได้ จนเหมือนเดิมแถม อาจจะยิ่งกว่าเก่าเสียอีกครับ ยังไงหรือครับ เมื่อข้าวแพงชาวนาก็รีบทำนา พอจะขายผมว่าตอนนั้นคงจะราคาถูกเสียแล้วหรือไม่ก็พ่อค้าก็จะขึ้นราคาสินค้า ปุ๋ย ยาขึ้น สุดท้ายต้นทุนเท่าเดิมครับ ชาวนาก็ไม่รวย และจนเหมือนเดิม






คนที่รวยก็ไม่ใช้ชาวนา สงสารครับ หากพูดถึงตากับยายผมก็ปลูกข้าวกินเหมือนกันครับแต่หลัง ๆ มาเริ่มแก่ก็เลยเลิก แต่ผมว่าอีกอย่างก็เพราะข้าวหาซื้อได้ง่ายและที่บ้านก็ปลูกยาง ตัดยาง ซื้อข้าวครับ รุ่นหลัง ๆ มาเลยยึดอาชีพ ปลูกยางตัดยางครับ สุดท้ายไม่มีใคร ทำนาเป็น ผมยังจำได้สมัยเด็ก เคยเล่น แล้วแอบเข้ายุ่ง ไปเห็นยันต์กันหนู เห็นประแม่โพสพ ดูหน้ากลัวดีคับ สุดท้ายก็โดนดุ ยุ่งสมัยก่อนถือว่าศักษิทมากคับ แต่อย่างว่า ผมโตมายังไม่เคยแม่แต่ปลูกข้าวเองเลย ไถนาอย่าหวังไม่มีทาง


สุดท้ายท้ายสุดจริง ๆ ใคร ? จะเป็นคนปลูกข้าว เพราะทุกคนเรียนเพื่อจะเขาทำงานที่หรู ๆ และมีเงินเยอะ ๆ อาชีพชาวนาก็ถูกดูถูกเสีย หากคิดดูให้ดี เราโชคดีกว่าพวกที่ มีประเทศเป้นทะเลทราย เป็นน้ำแข็ง ขำ ๆ ๆ ส่งข้าวออกมาที่สุด ในโลก แต่คนที่จนที่สุดคือ ชาวนาผู้ปลูกข้าว แค่ขำๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ


วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ทำไมต้องกรุงเทพ

ทำไมต้องกรุงเทพ


นึก ๆ ดูเราคนไทยหากจะพูดว่าที่ไหนเจริญที่สุดเราก็ต้องตอบว่า กทม. แต่ทำไมคนกรุงเทพกลับบอกว่าอยากกลับไปอยู่บ้านนอก คนบ้านนอกกลับบอกว่าอยากจะเข้ากรุงเทพ เอาเข้าไป จะเอายังไงดี จะอยู่กรุงเทพหรือบ้านนอก ได้อย่างเสียอย่างครับ แต่เราน่ะติดกับดักชีวิต เรียนบ้านนอก จบบ้านนอกก็ไม่มีมหาลัยให้เรียน ก็ต้องดิ้นร้น เข้ากทม. เข้ามาเรียน เรียนจบจะคิดกลับบ้าน ก็ไม่ได้ก็ไอ้ที่เรียนมันเกี่ยวกับไอ้ที่พ่อแม่ทำอยู่ซ่ะเมื่อไรล่ะครับ ก็ต้อง กทม. หางานกรุงเทพอีก งานก็ช่างวิเศษ หากคนที่บ้านรู้ว่าได้เงินเดือน หมื่อกว่าบ้านโอ้ อย่างนี้ก็รวยล่ะซิ โอ้ ไม่ครับไม่ หักโน้นหักนี้ ก็เหลือ แค่ ร้อย สองร้อยบาท กรรม อยู่บ้านนอก ไม่มีเงินอยู่ได้ อยู่กรุงเทพไม่มีเงินจะกินอะไร น้ำยังต้องซื้อ ผักก็ปลูกเองไม่ได้ อย่างผมครับ เห็นอยู่ตำตา ยอดกะทินแค่เอื้อมแต่เด็ดกินยังไม่ได้เลย อะไร ๆ ก็กรุงเทพ ทำไมไม่เป็นบ้านนอกบ้าง ระวังน่ะครับจะติดกับ ของความคิดว่ากรุงเทพ มีทุกสิ่งให้เลือกสรรค์ 5555